การปกครองของไทย

สมัยสุโขทัย
การปกครองสมัยสุโขทัย

     อาณาจักรสุโขทัยเมื่อแรกตั้งเป็นอาณาจักรเล็กๆสมัยที่รุ่งเรืองที่สุดคือสมัยพ่อขุนรามคำแหง มหาราช
มีอาณาเขตทิศเหนือจรดเมืองลำพูน ทิศตะวันออกเฉียงเหนือจรดเทือกเขาดงพญาเย็น และภูเขาพนมดรัก   ทิศตะวันตกจรดเมืองหงสาวดี ทางใต้จรดแหลมมลายู มีกษัตริย์ปกครองเป็นเอกราชติดต่อกันมา 6 พระองค์
     อาณาจักรสุโขทัย เสื่อมลงและตกเป็นเมืองขึ้นของกรุงศรีอยุธยาเมื่อสมัยพญาไสลือไท โดยทำสงครามปราชัยแก่ พระบรมราชาที่ 1 แห่งกรุงศรีอยุธยาในปีพศ.1921  และราชวงศ์พระร่วงยังคงปกครองในฐานะประเทศราชติดต่อกันมาอีก 2 พระองค์ จนสิ้นราชวงศ์ พ.ศ.1981
    ลักษณะการปกครองสมัยสุโขทัย

          แบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ การปกครองสมัยสุโขทัยตอนต้น และการปกครองสมัยสุโขทัยตอนปลาย ดังต่อไปนี้

          1. การปกครองสมัยสุโขทัยตอนต้น   เมื่อขอมปกครองสุโขทัยใช้ระบบการปกครองแบบ นายปกครองบ่าว เมื่อสถาปนากรุงสุโขทัยขึ้นใหม่ พ่อขุนศรีอินทราทิตย์จึงจัดการปกครองใหม่เป็นแบบ บิดาปกครองบุตร หรือ พ่อปกครองลูก หรือ ปิตุลาธิปไตย ซึ่งมีลักษณะสำคัญ 4 ประการ คือ

                 1. รูปแบบราชาธิปไตย  หมายถึง พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ปกครองสูงสุด ทรงใช้อำนาจสูงสุดที่เรียกว่า อำนาจอธิปไตย
                 2. รูปแบบบิดาปกครองบุตร หมายถึง พระมหากษัตริย์ ทรงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประชาชนมาก จึงเปรียบเสมือนเป็นหัวหน้าครอบครัว หรือ พ่อ จึงมักมีคำนำหน้าพระนามว่า พ่อขุน
                 3. ลักษณะลดหลั่นกันลงมาเป็นขั้น ๆ เริ่มจากหลายครอบครัวรวมกันเป็นบ้าน มี พ่อบ้าน เป็นผู้ปกครอง หลายบ้านรวมกันเป็นเมือง มี พ่อเมือง เป็นผู้ปกครอง หลายเมืองรวมกันเป็นประเทศ มี พ่อขุน เป็นผู้ปกครอง
                4. การยึดหลักธรรมในพุทธศาสนาในการบริหารบ้านเมือง

          2. การปกครองสมัยสุโขทัยตอนปลาย   การปกครองแบบบิดาปกครองบุตรเริ่มเสื่อมลง เนื่องจากสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่มั่นคง เกิดความรำส่ำระสาย เมืองต่าง ๆ แยกตัวเป็นอิสระ พระมหาธรรมราชาที่ 1 จึงทรงดำเนินพระราชกุศโลบาย ทรงทำนุบำรุงส่งเสริมพระพุทธศาสนา และทรงปฏิบัติธรรมเป็นตัวอย่างแก่ราษฏรเพือ่ให้ราษฎรเลื่อมใสศรัทธาในหลักธรรมของพระพุทธศาสนา สร้างความสามัคคีในบ้านเมือง ลักษณะการปกครองสุโขทัยตอนปลายจึงเป็นแบบ ธรรมราชา ดังนั้นจึงนับได้ว่าพระองค์ธรรมราชาพระองค์แรก และพระมหากษัตริย์องค์ต่อมาทรงพระนามว่า พระมหาธรรมราชาทุกพระองค์
      การปกครองสมัยสุโขทัย
             
      การเมืองการปกครอง สมัยสุโขทัย แบ่งเป็น 3 ลักษณะ คือ

            1. การปกครองแบบพ่อปกครองลูก เป็นลักษณะเด่นอขงการปกครองตนเองในสมัยสุโขทัย การปกครองลักษณะนี้ พระมหากษัตริย์เปรียบเหมือนพ่อของประชาชน และปลูกฝังความรู้สึกผูกพันระหว่างญาติมิตร การปกครองเช่นนี้เด่นชัดมากในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช
            2. การปกครองแบบธรรมราชาหรือธรรมาธิปไตย ลักษณะการปกครองทรงยึดหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา และต้องเผยแพร่ธรรมะ สู่ประชาชนด้วย การปกครองแบบธรรมราชานั้นเจริญรุ่งเรืองมากในสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1 พระองค์ทรงออกบวชและศึกษาหลักธรรมอย่างแตกฉาน นอกจากนี้ยังทรงพระราชนิพนธ์หนังสือเตภูมิกถา (ไตรภูมิพระร่วง) ไว้ให้ประชาชนศึกษาอีกด้วย
            3. ทรงปกครองโดยยึดหลักสิทธิเสรีภาพ เป็นการปกครองที่พระมหากษัตริย์ไม่ได้ทรงใช้อำนาจอย่างเด็ดขาด แต่ให้มีสิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพด้านต่าง ๆ ตามความถนัดเป็นต้น

       การปกครองของอาณาจักรสุโขทัย แบ่งการปกครองออกเป็น

            1. เมืองหลวง หรือราชธานี เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ พระราชวังและวัดจำนวนมาก ตั่งอยู่ในและนอกกำแพงเมือง ราชธานีเป็นศูนย์กลางทางการปกครอง การศาสนา วัฒนธรรม ศิลปะและขนบประเพณี พระมหากษัตริย์ทางเป็นผู้ปกครองเอง
            2. เมืองลูกหลวง เป็นเมืองหน้าด่าน ตั้งอยู่รอบราชธานีห่างจากเมืองหลวงมีระยะทางเดินเท้าประมาณ 2 วัน ได้แก่ เมืองศรีสัชนาลัย เมืองสองแคว เมืองสระหลวง เมืองชากังราว  เมืองลูกหลวงเป็นเมืองที่เจ้านายเชื้อพระวงศ์ได้รับการแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์
      สมัยอยุธยา
      อาณาจักรอยุธนาสถาปนาโดยพระรามาธิบดีที่ 1

             เมื่อพ.ศ. 1893 และถูกทำลายลงโดยกองทัพพม่าในสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ เมื่อ พ.ศ. 2310 มีกษัตริย์ปกครอง 34 พระองค์ จาก 5 ราชวงศ์ คือ ราชวงศ์อู่ทอง ราชวงศ์สุพรรณบุรี ราชวงศ์สุโขทัย ราชวงศ์ปราสาททอง และราชวงศ์บ้านพลูหลวง มีพุทธศาสนาหินยานเป็นศาสนาประจำอาณาจักร และมีความเชื่อด้านวิญญาณนิยมกับพุทธมหายานเจือปนด้วย ในราชสำนักใช้พิธีกรรมที่เป็ฯฮินดู-พราหมณ์ เพื่อสร้างอำนาจและความศักดิ์สิทธิ์ ผสมผสานระหว่าง "ธรรมราชา" กับ "เทวราชา"

             มีเมืองที่สำคัญ 2 เมืองคือ ลพบุรีกับสุพรรณบุรี ลพบุรีเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมลัทธิศาสนาและวิชาการด้านต่างๆ สุพรรณบุรี เป็นศูนย์กลางของกำลังคนมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดี

      การเมืองอยุธยา  
         
             การเมืองระดับสูง(อยุธยาตอนต้น) เป็นการแย่งชิงอำนาจของ 2 ราชวงศ์ ระหว่างราชวงศ์อู่ทองและราชวงศ์สุพรรณบุรี มีการแข่งส่งทูตไปเมืองจีนเพื่อสร้างฐานะของตนในอยุธยา เพราะการรองรับจากจีนซึ่งเป็นมหาอำนาจในเอเชีย เท่ากับเป็นการเสริมความมั่นคงทางอำนาจทางการเมืองของกษัตริย์อยุธยา
      การขยายอำนาจทางการเมืองของอยุธยา ทำให้เกิดการแข่งขันและขัดแย้งกับพม่า โดนเฉพาะการแย่งชิงอำนาจเหนือเชียงใหม่และอาณาจักรมอญ(พม่าตอนล่าง) ทำให้อยุธยาพ่ายแพ้พม่าในพ.ศ. 2112 และถูกพม่าทำลายลงในพ.ศ. 2310(เสียกรุงครั้งที่ 2)
             ระบบการปกครองของอยุธยา เป็นระบบ"ราชาธิปไตย" หมายความว่า...กษัตริย์มีอำนาจสูงสุดแต่ยังไม่มีการแบ่งระบบระหว่างเจ้ากับขุนนางอย่างแท้จริงเหมือนดังที่ปรากฏในสมัยตอนกลางรัตนโกสินทร์ การปกครองใช้ระบบ"ศักดินา" แบ่งชั้นคนในสังคมออกเป็น เจ้า-ขุนนาง-พระสงฆ์-ราษฎร มีการเกณฑ์แรงงาน"ไพร่" และเก็บอากร"ส่วย"เป็นผลิตผลและตัวเงิน

      การปกครองสมัยอยุธยาตอนกลาง 1991 - 2231

            การปกครองเริ่มตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เป็นต้นมา  หลังจากที่ได้ผนวกเอาอาณาจักรสุโขทัยมาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยา
       
            โดยมีลักษณะสำคัญ 2 ประการคือ

                1. จัดการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง
                2. แยกกิจการฝ่ายพลเรือนกับฝ่ายทหารออกจากกัน

        การปกครองส่วนกลาง
           
             สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โปรดฯให้มีตำแหน่งสมุหกลาโหมรับผิดชอบด้านการทหาร นอกจากนี้ยังได้ทรงตั้งหน่วยงานเพิ่มขึ้นมา อีก 2 กรม คือ

             - กรมมหาดไทย มีพระยาจักรีศรีองครักษ์เป็นสมุหนายก มีฐานะเป็นอัครมหาเสนาบดี มีหน้าที่ควบคุมกิจการพลเรือนทั่วประเทศ
             - กรมกลาโหม มีพระยามหาเสนาเป็นสมุหพระกลาโหม มีฐานะเป็นอัครมหาเสนาบดี มีหน้าที่ควบคุมกิจการทหารทั่วประเทศ
             - นอกจากนี้ใน 4 กรมจตุสดมภ์ที่มีอยู่แล้ว ทรงให้มีการปรับปรุงเสียใหม่ โดยตั้งเสนาบดีขึ้นมาควบคุมและรับผิดชอบในแต่ละกรมคือ

                 กรมเมือง (เวียง)        มีพระนครบาลเป็นเสนาบดี
                 กรมวัง                   มีพระธรรมาธิกรณ์เป็นเสนาบดี
                 กรมคลัง                 มีพระโกษาธิบดีเป็นเสนาบดี
                 กรมนา                   มีพระเกษตราธิการเป็นเสนาบดี
          การปกครองส่วนภูมิภาค

                   สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงยกเลิกการปกครองแบบเดิมทั้งหมด แล้วจัดระบบใหม่ดังนี้

              1.) หัวเมืองชั้นใน ยกเลิกเมืองหน้าด่านแล้วเปลี่ยนเป็นเมืองชั้นใน มีฐานะเป็นเมืองจัตวา ผู้ปกครองเมืองเหล่านี้เรียกว่า ผู้รั้ง พระมหากษัตริย์จะเป็นผู้แต่งตั้งขุนนางในกรุงศรีอยุธยา ทำหน้าที่ผู้รั้งเมือง ต้องรับคำสั่งจากในราชธานีไปปฏิบัติเท่านั้นไม่มีอำนาจในการปกครองโดยตรง
              2.) หัวเมืองชั้นนอก (เมืองพระยามหานคร) เป็นหัวเมืองที่อยู่ภายนอกราชธานีออกไป จัดเป็นหัวเมืองชั้นตรี โท เอก ตามขนาดและความสำคัญของหัวเมืองนั้น เมืองเหล่านี้มีฐานะเดียวกันกับหัวเมืองชั้นใน คือขึ้นอยู่ในการปกครองจากราชธานีเท่านั้น
              3.) หัวเมืองประเทศราช ยังให้มีการปกครองเหมือนเดิม มีแบบแผนขนบธรรมเนียมเป็นของตนเอง มีเจ้าเมืองเป็นคนในท้องถิ่นนั้น ส่วนกลางจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวในด้านการปกครอง แต่ต้องส่งเครื่องราชบรรณาการมาถวาย
          การปกครองส่วนท้องถิ่น


          แบ่งการปกครองเป็นหน่วยย่อย โดยแบ่งเป็น

              1) บ้าน หรือหมู่บ้าน มีผู้ใหญ่บ้าน มีผู้ว่าราชการเมืองเป็นหัวหน้า  จากการเลือกตั้งจากหลายบ้าน
              2) ตำบล เกิดจากหลายๆ หมู่บ้านรวมกันมีกำนันเป็นหัวหน้ามีบรรดาศักดิ์เป็น พัน 
              3) แขวง เกิดจากหลายๆ ตำบลรวมกัน มีหมื่นแขวงเป็นผู้ปกครอง
              4) เมือง เกิดจากหลายๆ แขวงรวมกัน มีผู้รั้งหรือพระยามหานครเป็นผู้ปกครอง

          ในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ได้มีการปรับปรุงระเบียบการปกครองทางด้านการทหาร ได้แก่

              1. การจัดทำสารบัญชี (หรือสารบาญชี) เพื่อให้ทราบว่ามีกำลังไพร่พลมากน้อยเพียงใด
              2. สร้างตำราพิชัยสงคราม ซึ่งเป็นตำราที่ว่าด้วยการจัดทัพ การเดินทัพ การตั้งค่าย การจู่โจมและการ   
                  ตั้งรับ ส่วนหนึ่งของตำราได้มาจากทหารอาสาชาวโปรตุเกส
              3. การทำพิธีทุกหัวเมือง ซักซ้อมความพร้อมเพรียงเพื่อสำรวจจำนวนไพร่พล (คล้ายกับพิธีถวายสัตย์
                  ปฏิญาณต่อธงชัยเฉลิมพลในปัจจุบัน)
          สมัยธนบุรี
          การปกครองสมัยกรุงธนบุรี             อาณาจักรธนบุรี เป็นอาณาจักรของคนไทยในช่วงเวลาสั้น ๆ ระหว่าง พ.ศ. 2310 - 2325 มีพระมหากษัตริย์ปกครองเพียงพระองค์เดียว คือ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ภายหลังจากที่อาณาจักรอยุธยาล่มสลายไปพร้อมกับการปล้นกรุงศรีอยุธยาของกองทัพพม่า ทว่า ในเวลาต่อมา สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์ และทรงย้ายเมืองหลวงไปยังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา คือ กรุงเทพมหานครในปัจจุบัน

          สมัยกรุงธนบุรี
                    การปกครองในสมัยกรุงธนบุรียังคงมีรูปแบบเหมือนกับสมัยอยุธยาตอนปลาย พอสรุปได้ดังนี้
          การปกครองส่วนกลาง หรือ การปกครองในราชธานีีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขสูงสุดเปรียบเสมือนสมมุติเทพ มีเจ้าฟ้าอินทรพิทักษ์ดำรงดำแหน่งพระมหาอุปราช มีตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีฝ่ายทหารหรือสมุหพระกลาโหม มียศเป็นเจ้าพระยามหาเสนา และอัครมหาเสนาบดีฝ่ายพลเรือนหรือสมุหนายก(มหาไทย) มียศเป็นเจ้าพระยาจักรี เป็นหัวหน้าบังคับบัญชาเสนาบดีจตุสดมภ์ 4 กรมได้แก่
                    1. กรมเมือง (นครบาล)         มีพระยายมราชเป็นผู้บังคับบัญชา ทำหน้าที่เกี่ยวกับการปกครองภายในเขตราชธานี การบำบัดทุกข์บำรุงสุขของราษฎรและการปราบโจรผู้ร้าย
                    2. กรมวัง (ธรรมาธิกรณ์)       มีพระยาธรรมาเป็นผู้บังคับบัญชาทำหน้าที่เกี่ยวกับกิจการภายในราชสำนักและพิพากษาอรรถคดี
                    3. กรมพระคลัง (โกษาธิบดี)  มีพระยาโกษาธดีเป็นผู้บังคับบัญชาทำหน้าที่เกี่ยวกับการรับจ่ายเงินของแผ่นดิน และติดต่อ ทำการค้ากับต่างประเทศ 
                    4. กรมนา (เกษตราธิการ)      มีพระยาพลเทพเป็นผู้บังคับบัญชาทำหน้าที่เกี่ยวกับเรือกสวนไร่นาและเสบียงอาหารตลอดจน ดูแลที่นาหลวง เก็บภาษีค่านา เก็บข้าวขึ้นฉางหลวงและพิจารณาคดีความเกี่ยวกับเรื่องโค กระบือ และที่นา
          การปกครองส่วนภูมิภาค หรือ การปกครองหัวเมือง

          การปกครองส่วนภูมิภาคแบ่งออกเป็น หัวเมืองชั้นใน หัวเมืองชั้นนอก หัวเมืองประเทศราช

                    หัวเมืองชั้นใน จัดเป็นเมืองระดับชั้นจัตวา มีขุนนางชั้นผู้น้อยเป็นผู้ดูแลเมือง ไม่มีเจ้าเมือง ผู้ปกครองเมืองเรียกว่า ผู้รั้ง หรือ จ่าเมือง อำนาจในการปกครองขึ้นอยู่กับเสนาบดีจัตุสดมภ์ หัวเมืองชั้นในสมัยกรุงธนบุรี ได้แก่ พระประแดง นนทบุรี สามโคก(ปทุมธานี)
                    หัวเมืองชั้นนอก หรือเมืองพระยามหานคร เป็นเมืองที่อยู่นอกเขตราชธานีออกไป กำหนดฐานะเป็นเมืองระดับชั้น เอก โท ตรี จัตวา ตามลำดับ หัวเมืองฝ่ายเหนือขึ้นอยู่กับอัครมหาเสนาบดีฝ่ายสมุหนายก ส่วนหัวเมืองฝ่ายใต้และหัวเมืองชายทะเลภาคตะวันออก ขึ้นอยู่กับกรมท่า(กรมพระคลัง) ถ้าเป็นเมืองชั้นเอก พระมหากษัตริย์ จะส่งขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ออกไปเป็นเจ้าเมือง ทำหน้าที่ดูแลต่างพระเนตรพระกรรณ

                    หัวเมืองชั้นนอก ในสมัยกรุงธนบุรี ระดับเมืองชั้นเอก ได้แก่ พิษณุโลก จันทบูรณ์
                    หัวเมืองชั้นนอก ในสมัยกรุงธนบุรี ระดับเมืองชั้นโท   ได้แก่ สวรรคโลก ระยอง เพชรบูรณ์
                    หัวเมืองชั้นนอก ในสมัยกรุงธนบุรี ระดับเมืองชั้นตรี   ได้แก่ พิจิตร นครสวรรค์
                    หัวเมืองชั้นนอก ในสมัยกรุงธนบุรี ระดับเมืองชั้นจัตวาได้แก่ ไชยบาดาล ชลบุรี

          หัวเมืองประเทศราช

                    เป็นเมืองต่างชาติต่างภาษาที่อยู่ห่างไกลออกไปติดชายแดนประเทศอื่น มีกษัตริย์ปกครอง แต่ต้องได้รับการแต่งตั้งจากกรุงธนบุรี ประเทศเหล่านั้น ประมุขของแต่ละประเทศจัดการปกครองกันเอง แต่ต้องส่งต้นไม้เงินต้นไม้ทองและเครื่องราชบรรณาการมาให้ตามที่กำหนด
                    หัวเมืองประเทศราช ในสมัยกรุงธนบุรี ได้แก่ เชียงใหม่ (ล้านนาไทย) ลาว (หลวงพระบาง,เวียงจันทน์, จำปาศักดิ์) กัมพูุชา (เขมร) และนครศรีธรรมราช

          สมัยรัตนโกสินทร์
          การเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ สังคม สมัยกรุงรัตนโกสินทร์



            สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นสมัยการสร้างชาติบ้านเมือง ให้รุ่งเรืองเหมือนสมัยกรุงศรีอยุธยา ดังคำกล่าวที่ว่า "ทำให้เหมือนเมื่อครั้งบ้านเมืองยังดี" ดังนั้นช่วงรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๓ เป็นสมัยที่ กรุงรัตนโกสินทร์เจริญรอยตามแบบกรุงศรีอยุธยา ทั้งทางด้านรูปแบบและการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม

          โครงสร้างสังคมสมัยต้นรัตนโกสินทร์
          โครงสร้างสังคมสมัยต้นรัตนโกสินทร์มีรูปแบบเดียวกับสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยแบ่งเป็นสังคมครอบครัวและสังคมทั่วไป สังคมครอบครัวไม่แตกต่างจากสมัยกรุงศรีอยุธยา ส่วนสังคมทั่วไปมีรายละเอียดปลีกย่อยออกไปและยังคงแบ่งคนในสังคมทั่วไปเป็น ๒ ชนชั้น คือชนชั้นผู้ปกครองประกอบด้วย พระมหากษัตริย์ เจ้านาย ขุนนาง ข้าราชการ นักบวช กับชนชั้นผู้อยู่ใต้ปกครอง คือไพร่และทาส

          ชนชั้นผู้ปกครอง

          ผู้ปกครองมีฐานะเป็นมูลนาย มูลนายมี ๒ อย่างคือ มูลนายโดยกำเนิด ได้แก่เจ้านายเชื้อพระวงศ์ และมูลนายโดยการดำรงตำแหน่ง เช่นขุนนางข้าราชการที่ได้รับมอบหมายให้ควบคุมไพร่ตามอำนาจความรับผิดชอบของตำแหน่งที่ดำรงอยู่ และแตกต่างจากมูลนายโดยกำเนิดที่ศักดินา สิทธิและอำนาจ ที่ล้วนขึ้นอยู่กับตำแหน่ง มูลนายโดยตำแหน่งที่มีความสำคัญและมีอำนาจมากที่สุดคือ พระมหากษัตริย์ รวมถึงกรมพระราชวังบวรสถานมงคลและเจ้านายที่ทรงกรม
          มูลนายยังแบ่งเป็น ๒ ชั้นคือ มูลนายระดับสูง และ มูลนายระดับล่าง ซึ่งปรากฏในพระไอยการตำแหน่งนาพลเรือนและพระไอยการตำแหน่งนาทหารหัวเมือง มูลนายระดับสูงหมายถึงผู้ถือศักดินาตั้งแต่ ๔๐๐ ขึ้นไป ซึ่งมีทั้งเจ้านาย ขุนนาง พระภิกษุ พราหมณ์ ผู้รู้ศิลปศาสตร์ รวมทั้งพระมหากษัตริย์ด้วย พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งมูลนายระดับสูงทำให้คนเหล่านั้นมีสิทธิพิเศษบางประการ เช่น มีสิทธิเข้าเฝ้า ขณะเสด็จออกว่าราชการและลูกมูลนายระดับสูงได้รับการยกเว้นไม่ต้องสักเป็นไพร่
          มูลนายระดับล่าง หมายถึงผู้ถือศักดินาระหว่าง ๓๐-๔๐๐ มูลนายระดับสูงเป็นผู้แต่งตั้งให้มาช่วยราชการ ทำหน้าที่ควบคุมไพร่โดยอยู่ใต้บังคับบัญชาของมูลนายระดับสูงอีกทีหนึ่ง ได้รับสิทธิพิเศษไม่ถูกสักเป็นไพร่ เป็นสิทธิเฉพาะตัวไม่ครอบคลุมถึงครอบครัว คนเหล่านี้เป็นฐานอำนาจของมูลนายระดับสูง

          ชนชั้นผู้อยู่ใต้ปกครอง

          ชนชั้นผู้อยู่ใต้ปกครองประกอบด้วยไพร่และทาส ไพร่คือราษฎรสามัญทั่วไปซึ่งมีจำนวนมากและเป็นคนส่วนใหญ่ของราชอาณาจักร ต้องสังกัดมูลนายเพื่อแลกเปลี่ยนกับความคุ้มครอง ถือศักดินาระหว่าง ๑๐-๒๕ ความเป็นไพร่มีมาแต่กำเนิดและได้รับการแบ่งปันขึ้นสังกัดกรมกองต่าง ๆ เมื่อลูกหมู่ชายหญิงอายุ ๙ ปีขึ้นไป ไพร่ยังมาจากผู้ที่สึกจากสมณเพศ ทาสที่เป็นไทและมูลนายที่ทำผิดแล้วถูกถอดเป็นไพร่ ส่วนทาสมีศักดินา ๕ ทาสมีทั้งทาส ที่เป็นมาแต่กำเนิด เชลยศึก ผู้ที่ขายตัวหรือถูกขายตัวเป็นทาส ทั้งไพร่และทาสมีหน้าที่เหมือนกันตรงที่ต้องถูกเกณฑ์ไปรบเมื่อมีราชการสงคราม

          ไพร่ มีระเบียบว่า เริ่มจากแบ่งลูกหมู่อายุ ๙ ปีขึ้นไปเข้าสังกัดมูลนายเป็นไพร่หลวง ไพร่สม หรือไพร่ส่วย ตามสังกัดของบิดามารดา มูลนายต้องทำบัญชีไว้จนกว่าจะปลดชรา การปลดชราไพร่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ แต่เดิมก่อน พ.ศ. ๒๔๔๒ ไม่มีกำหนดอายุสิ้นสุดของไพร่เป็นลายลักษณ์อักษร การปลดชราพิจารณาจากสังขารของไพร่ และค่อย ๆ มีแนวโน้มว่าอายุควรเป็นเครื่องกำหนดได้และตระหนักว่าคนอายุ ๗๐ ปี ใช้ราชการไม่ค่อยได้แล้ว แต่ยังคงใช้ทำงานเบา ๆ ต่อไป อายุจึงไมใช่เครื่องกำหนดในการปลดชราและตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๔๒ ไพร่ปลดชราเมื่ออายุ ๖๐ ปี ไพร่สมัยรัตนโกสินทร์มี ๓ ประเภทดังนี้

          ๑. ไพร่หลวง หมายถึงไพร่ของหลวง ขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์ พวกนี้กระจายอยู่ตามกรมกองต่าง ๆ มีเจ้ากรมและข้าราชการกรมต่าง ๆ ดูแลต่างพระเนตรพระกรรณ สมัยรัชกาลที่ ๑ ไพร่หลวงเข้ารับราชการปีละ ๔ เดือนคือเข้าเดือน ออก ๒ เดือน สมัยรัชกาลที่ ๒ รับราชการ ๓ เดือนต่อปีหรือเข้าเดือนออก ๓ เดือนใช้มาจนสมัยรัชกาลที่ ๔ ต่อมาสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นระยะของการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ต้นรัชกาลไพร่หลวงจึงเข้ามารับราชการปีละหนึ่งเดือน พ.ศ. ๒๔๒๕ จึงได้เริ่มมีการปลดปล่อยไพร่และทาส

          ๒. ไพร่สม เป็นกำลังคนส่วนใหญ่ของมูลนาย มักเรียกรวม ๆ กันว่า ข้าหรือข้าเจ้า บ่าวขุนนาง สมัยต้นรัตนโกสินทร์ไพร่สมต้องรับใช้มูลนายของตนและต้องรับใช้ข้าราชการ โดยการมาให้แรงงานปีละ ๑ เดือน หากไม่ไป จะต้องเสียเงินให้ราชการหนึ่งตำลึงสองบาท (๖ บาท)

          ไพร่สมเป็นเสมือนสมบัติของมูลนาย ที่จะใช้งานส่วนตัวได้โดยไม่ระบุเวลาใช้งานที่แน่นอน เเต่ไม่ใช่สมบัติที่ตกทอดเป็นมรดกเมื่อมูลนายถึงแก่กรรม ไพร่สมจะถูกโอนเป็นไพร่หลวง แต่ความเป็นจริงมักปรากฏว่าทายาทของมูลนายเดิมหรือมูลนายอื่นจะถือโอกาสขอตัวไพร่สมนั้นไว้ พระมหากษัตริย์มักจะพระราชทานให้ตามที่ขอ สมัยรัชกาลที่ ๑ กฎหมายยังให้สิทธิแก่ไพร่สมฟ้องร้องมูลนายของตนได้ ถ้าไม่ได้รับความเป็นธรรม ถ้าชนะความจะพ้นจากความเป็นไพร่สมไปเป็นไพร่หลวง นอกจากนั้นถ้านายทำผิดแล้วต้องโทษ ไพร่สมของมูลนายคนนี้จะถูกโอนเป็นไพร่หลวงแยกไปสังกัดกรมกองต่าง ๆ มีมูลนายใหม่ควบคุม

          ๓. ไพร่ส่วย หมายถึงไพร่ที่ไม่ต้องทำงานให้รัฐ แต่ส่งส่วยให้เป็นการตอบแทนการส่งส่วยมีทั้งส่งเป็นรายปีและส่วยเกณฑ์กรณีพิเศษ เช่น เรียกเกณฑ์ให้ตัดไม้มาใช้ในการสร้างพระเมรุ ขุดหาแร่ทองแดงมาหล่อพระพุทธรูป ฯลฯ บางครั้งอาจเรียกเกณฑ์แรงงานไพร่ส่วยได้เป็นกรณีพิเศษ โดยทางการจัดหาเสบียงอาหารให้ด้วย
          ไพรส่วยนี้ที่จริงแล้วคือไพร่หลวงที่ไม่สะดวกในการเข้ารับราชการหรือทางการไม่ต้องการแรงงานเพราะไม่สามารถหางานให้คนทั่วราชอาณาจักรทำได้ อีก ทั้งต้องการส่วยสิ่งของเพื่อไปค้าสำเภาด้วย จึงกำหนดให้ส่งส่วยแทน

          ข้าพระโยมสงฆ์ จัดเป็นไพร่ส่วยด้วย อยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้ากรม ปลัดกรมและสมุหบัญชีเช่นเดียวกับไพร่กองอื่น ๆ ต่างกันที่เป็นของฝ่ายพทุธจักร เพราะทางการได้หักกำลังคนส่วนนี้ออกจากกรมกองเดิม พ้นจากหน้าที่ที่ทำอยู่เดิมแล้วมอบให้วัดเพื่อให้แรงงานโดยตรง พวกนี้มีหน้าที่ทำงานให้วัดและช่วยวัดอื่นๆ ด้วย สมัยรัชกาลที่ ๔ ข้าพระโยมสงฆ์ส่วนหนึ่งต้องทำส่วยส่งรัฐเป็นรายปีด้วย

          ทาส

          คือพลเมืองอีกกลุ่มหนึ่งในสังคมไทยสมัยต้นรัตนโกสินทร์ แต่เป็นพลเมืองที่มีสถานะเหมือนทรัพย์สินส่วนตัวของนายเงิน การโอนหรือขายต่อเป็นสิทธิของนายเงิน ทาสจึงต่างจากไพร่ตรงจุดนี้ กฎหมายยังรับรองสิทธิของนายเงินที่มีเหนือทาส ขณะเดียวกันก็มีกฎหมายให้ความคุ้มครองทาสด้วย ทาสสมัยรัตนโกสินทร์มีสภาพเช่นเดียวกับทาสสมัยกรุงศรีอยุธยาดังได้กล่าวมาแล้ว
            การควบคุมระบบไพร่

            เมืองต่าง ๆ ทั้งหัวเมืองชั้นในและหัวเมืองชั้นนอก จะแบ่งคนเป็น ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มมูลนายซึ่งเป็นชนชั้นผู้ปกครอง และกลุ่มผู้อยู่ใต้ปกครอง ซึ่งมีไพร่ เป็นราษฎรส่วนใหญ่ของเมืองนั้นๆ บุคคลทั้ง ๒ กลุ่มจะมีภาระหน้าที่แตกต่างกันไป


            ชนชั้น ผู้ปกครอง

            ประกอบด้วยเจ้าเมือง กรมการเมือง ปลัดเมือง จางวางกอง นายกอง ปลัดกอง เจ้าหมู่นายหมวด นายบ้าน กำนัน พัน และนายอำเภอ

            เจ้าเมือง กรมการเมือง

            ได้รับแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ ให้ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในเมืองของตน การแต่งตั้งเจ้าเมืองจะมีขึ้นเมื่อตำแหน่งเจ้าเมืองว่างลงโดยโปรดเกล้าฯ ให้เลือกบุตรหลานหรือเชื้อสายเจ้าเมืองคนเดิมที่มีสติปัญญาความสามารถให้ดำรงตำแหน่งสืบแทน แต่มีบางกรณีที่โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งขุนนางจากกรุงเทพฯ ไปเป็นเจ้าเมืองหรือแต่งตั้งขุนนางอื่นเป็นเจ้าเมืองก็ได้
            ขอบข่ายอำนาจหน้าที่ของเจ้าเมืองมีมากและกว้างขวาง ปรากฏอยู่ในพระราชกำหนดเก่าของกฎหมายตราสามดวง โดยเฉพาะมาตรการที่ ๒๓ สรุปได้ว่า มีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย บำบัดทุกข์บำรุงสุขป้องกันโจรผู้ร้าย พิจารณาคดีภายในเมือง ควบคุมด่านทางแดนต่อแดนกับเมืองอื่นๆ ที่สำคัญคือรู้บัญชีจำนวนคน ไม่ว่าจะเป็น ไพร่หลวง ไพร่สม ข้าพระโยมสงฆ์ เพื่อจะได้สะดวกในการเกณฑ์เก็บส่วย การเรียกใช้งานและเกณฑ์กำลัง รวมทั้งตรวจจับผู้คนที่หลบหนีเข้ามาในเมืองหรือออกไปนอกเมือง การทำบัญชีคนโดยให้นายกองเป็นผู้ทำบัญไว้ และมีบัญชีของเจ้าเมืองกรมการอีกบัญชีหนึ่ง เมี่อมีการจำหน่ายคน เช่นตายหรือยกให้ผู้อื่นให้หักออกจากบัญชีทั้งสองฝ่าย และรวบรวมชื่อจำนวนนายกอง ปลัดกอง ขุนหมื่น เจ้าหมู่ต่าง ๆ ในเมืองของตน ส่งเป็นบัญชีหางว่าวไปให้สัสดีและเสนาบดีต้นสังกัดเป็นหลักฐาน เพื่อรับพระราชทานเบี้ยหวัดประจำปี

            ปลัดเมือง

            ในแต่ละเมืองจะมีปลัดเมือง มีหน้าที่ช่วยราชการเจ้าเมืองดูแลความเป็นอยู่ของราษฎรไทยและเชื้อชาติต่าง ๆ รวมทั้งเข้าร่วมในการตัดสินคดีความภายในเมืองด้วย

            จางวางกอง

            มีหน้าที่บังคับบัญชาดูแลกองไพร่ต่าง ๆ ในเมืองนั้น และมักเป็นนายกองมาก่อน รับราชการมานานมีความดีความชอบจึงได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น เช่น จางวางกองโคเมืองสระบุรี มีบรรดาศักดิ์เป็นพระยารัตนากาษ ศักดินา ๘๐๐ ไร่

            นายกอง ปลัดกอง

            เป็นตำแหน่งมูลนายรองลงมาจากจางวางกอง มีหน้าที่ควบคุมดูแลไพร่กองต่าง ๆ ตามที่ได้รับมอบหมายอาจเป็น ๒ กอง หรือ ๔ กองอย่างมาก ๘ กอง มีปลัดกองช่วยเหลือโดยอยู่ใต้บังคับบัญชาของเจ้าเมือง กรมการเมืองนั้น ๆ ถ้ามีคดีความวิวาทระหว่างไพร่ในกองด้วยเนื้อหา ?มโนสาเร่เบ็ดเสร็จ? ให้นายกองเป็นผู้ตัดสิน ถ้าเป็นคดีร้ายแรง ให้ส่งเจ้าเมือง กรมการเมือง ตัดสิน

            เจ้าหมู่ นายหมวด

            เป็นผู้ใกล้ชิดไพร่มากที่สุดและเป็นคนในท้องถิ่น ทำหน้าที่เกณฑ์แรงงานไพร่ และรวบรวมส่วยส่งไปยังผู้บังคับบัญชา และเป็นผู้ทำหน้าที่ชำระไพร่และทำบัญชีเลกโดยตรงด้วย

            นายบ้าน กำนัน พัน นายอำเภอ

            นายบ้านหรือผู้ใหญ่บ้านเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐมีหน้าที่ปกครองดูแลคนในหมู่บ้านตามเมืองต่าง ๆ เจ้าเมืองกรมการเมืองเป็นผู้แต่งตั้งโดยคัดเลือกจากคุณสมบัติและคนในหมู่บ้านนับถือ เนื่องจากราษฎรสมัยต้นรัตนโกสินทร์ต้องสังกัดหมวดหมู่ในกองต่าง ๆ ครอบครัวก็ต้องขึ้นสังกัดตามหัวหน้าครอบครัวและช่วยทำนาทำสวนด้วยราษฎรมักอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน ซึ่งประกอบด้วยหลายหลังคาเรือนร่วมกัน มีผู้ใหญ่บ้าน กำนัน พัน ขุนหมื่น ปกครอง มีหน้าที่ช่วยเหลือนายกองดูแลไพร่และทำส่วย ทำบัญชีผู้คน ดังที่กฎหมายกำหนดว่า ประการหนึ่งให้ผู้ใหญ่บ้านทำสารบัญชีให้ร้จำนวนคน ณ บ้านนั้นไว้ แล้วกำชับอย่าให้ราษฏรคบหากันเป็นผู้ร้าย และมีตำแหน่งนายอำเภอซึ่งสูงขึ้นมาอีกดูแลควบคุมอีกทีหนึ่ง

            กลุ่มผู้อยู่ใต้ปกครอง
            กลุ่มผู้อยู่ใต้ปกครองคือ ไพร่ ซึ่งแบ่งเป็นประเภทตามหน้าที่ได้แก่ เลกคงเมือง เลกสมเจ้าเมืองกรมการเมือง เลกเข้าเดือน เลกกองนอกและเลกกองด่าน

            เลกคงเมือง

            คือไพร่หลวงที่ประจำอยู่เมืองนั้น ๆ เป็นกำลังของเมืองนั้น จึงใช้คำว่า ?คง? หมายถึงคงอยู่ในเมืองนั้น ทางการพยายามเพิ่มพูนจำนวนคนในแต่ละเมืองให้มากขึ้นโดยการส่งเชลยศึกชาวต่างชาติที่กวาดต้อนมาได้ให้มาอยู่ประจำในเมืองนั้น ๆ เพื่อทำส่วยเพาะปลูก และป้องกันเมือง นอกจากนั้นยังได้จากเลกสมที่มูลนายถึงแก่กรรม ส่วนกลางมักโอนให้เป็นเลกคงเมือง และได้จากเลกที่มูลนายเบียดบังไว้ไม่สักเมื่อทางการพบจะนำมาสักเป็นเลกคงเมือง เป็นต้น หน้าที่ของเลกคงเมืองต้องเข้าเดือนปีละ ๔ เดือน ในสมัยรัชกาลที่ ๑ และปีละ ๓ เดือนในสมัยรัชกาลที่ ๒

            เลกสมเจ้าเมืองกรมการเมือง

            คือราษฎรที่เป็นไพร่สมของเจ้าเมืองกรมการเมืองอาจเป็นไพร่สมที่ติดตัวมาก่อนเป็นเจ้าเมืองกรมการเมือง หรือได้รับพระราชทานพร้อมกับตำแหน่งด้วยก็ได้ ไพร่สมพวกนี้มีหน้าที่คล้ายกับเลกคงเมืองด้วย คือบางเมืองจะแบ่งไว้ทำส่วยส่งเป็นรายปี บางพวกไว้ใช้งานทั่วไม่เกณฑ์เก็บส่วย บางเมืองมีเลกคงเมืองน้อย ก็ใช้เลกสมเหล่านี้ทำหน้าที่แทนเลกคงเมือง เช่นเฝ้าฉางหลวง รักษาโรงปืนหลวง รักษาด่าน เป็นต้น

            เลกเข้าเดือน

            เป็นพวกไพร่หลวงมีหน้าที่ทำงานให้เมืองของตนหรือถูกเรียกไปทำงานในราชธานีหรือหัวเมืองอื่นก็ได้ โดยรัฐเรียกเกณฑ์เดือนเว้นเดือน ถ้ามาเข้าเดือนไม่ได้ให้ส่งเงินมาแทน ถ้าหาเงินมาให้ไม่ได้ด้วยเหตุใดก็ตาม ให้เจ้าหมู่นายหมวดรับผิดชอบส่งเงินแทนเลกเข้าเดือน บางครั้งทางราชการเรียกเกณฑ์ส่วยเป็นกรณีพิเศษได้เช่น ให้ตัดไม้ส่งไปราชธานี เพื่อใช้สร้างพระปรางค์ ปราสาท ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เป็นต้น

            เลกกองนอก

            คือเลกที่ตั้งบ้านเรือนอยู่นอกราชธานี จะขึ้นสังกัดมูลนายในราชธานีหัวเมืองก็ได้ มีทั้งไพร่สมและไพร่หลวง เลกกองนอกมีชื่อแยกย่อยลงไปอีกเช่น กองโค กองช้างกองไร่ กองนา กองกระบือ แสดงถึงการทำงานของไพร่พวกนี้ด้วย เช่น กองช้าง มีหน้าทีจัดหาช้างรวบรวมไว้ให้ราชการ กองไร่ กองนา ทำนาทำไร่บนที่ดินหลวงส่งผลผลิตให้ทางราชการ หรือเฝ้าหนองบัว กองโค ทำหน้าที่รวบรวมจัดหาโคและหนังโคมาราชการ เป็นต้น
            เลกกองนอกบางพวกมีหน้าที่ทำส่วยส่งรับเป็นรายปี จึงเรียกว่าเลกกองส่วย ซึ่งมีกระจายอยู่ทั่วไปตามหัวเมืองต่าง ๆ ส่วยที่ทำก็มี น้ำรักสำหรับลงรักปิดทอง ครั่ง ไหม ผ้าขาว กระวาน เร่ว ฝาง เสาไม้น่า ทอง ดีบุก กระเบื้อง ส่วยขี้ผึ้ง ฝ้าย นุ่น ป่าน ดินประสิว รง พริกไทย งาช้าง ฯลฯ

            เลกกองด่าน

            ตามเมืองต่าง ๆ จะมีกองถด่านและมีเลกด่านทำหน้าที่ลาดตระเวนตรวจตราเขตแดนทั้งระหว่างระดับเมืองหนึ่งกับอีกเมืองหนึ่งและระหว่างอาณาจักรรัตนโกสินทร์กับประเทศข้างเคียง มีนายกองและขุนหมื่นตำแหน่งต่าง ๆ ควบคุมดูแลขึ้นกับเจ้าเมืองอีกทีหนึ่ง หน้าที่ของเลกกองด่านมิได้มีเฉพาะตรวจตราอย่างเดียว บางครั้งมีหน้าที่ทำส่วยส่งรัฐบาลด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการได้ส่วยและสถานการณ์บ้านเมืองด้วย เช่น เมืองฉะเชิงเทรา สมัยรัชกาลที่ ๓ เมื่อครั้งทำสงครามกับ ลาว เขมร และญวน เมืองฉะเชิงเทราเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญ เลกกองด่านมีหน้าที่ตรวจตราด่านอย่างเข้มงวดอย่างเดียว เมื่อสงครามสิ้นสุดลง หน้าที่ตรวจตราด่านลดลงไป ผู้คนในกองด้านที่มีจำนวนมากจึงเปลี่ยนให้ส่งส่วยแทน เช่น ส่งส่วยเร่วเป็นรายปี หรือถูกเกณฑ์ไปเก็บส่วยเร่วซึ่งมีมากในฤดูนั้นและปีนั้นนอกเหนือจากการส่งประจำรายปีและเมื่อคราวข้าวขาดแคลนเพราะปีก่อน ๆ ทำนาได้น้อยกว่าทุกปี จึงสั่งราษฎรให้ทำนาส่งหลวง ๓ คนต่อ ๑ เกวียน ได้ระบุให้เลกชาวด่านเมืองฉะเชิงเทราทำนาในครั้งนี้ ด้วย

            สถานะสตรีในสังคม
            สตรีชั้นสูงโดยเฉพาะเจ้านาย มีสิทธิได้ทรงกรมด้วย เช่น สมเด็จฯ กรมพระเทพสุดาวดี สมเด็จฯ กรมพระศรีสุดารักษ์ เป็นต้น ส่วนภรรยาขุนนางข้าราชการมีสถานะไม่ต่างจากสมัยกรุงศรีอยุธยา

            หญิงสามัญชนทั่วไป เรียกว่า ไพร่หญิง แบ่งเป็นฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือน สังกัดกรมกองเช่นเดียวกับไพร่ชาย การมีสังกัดเพื่อความสะดวกในการแบ่งบุตรให้ขึ้นสังกัดตามบิดาหรือมารดา มากกว่ามีจุดมุ่งหมายจะเกณฑ์แรงงานไพร่หญิง แรงงานของไพร่หญิงส่วนใหญ่เป็นแรงงานให้ประโยชน์ทางอ้อม คือ การทำมาหากิน การทำนาทำไร่ระหว่างที่ชายถูกเกณฑ์แรงงานทำราชการ ภรรยา ญาติ พ่อและแม่ มักเป็นผู้รับภาระส่งเสียไพร่ชายขณะไปทำงานให้รัฐ อย่างไรก็ตามปรากฏหลักฐานว่ามีการใช้แรงงานไพร่หญิงบ้างเหมือนกัน แต่เป็นการใช้แรงงานในหน้าที่เฉพาะอย่าง เช่นงานในพระราชวังเป็นไพร่หลวงห้องเครื่องโขลนโปลิศวิเสทนอก วิเสทใน พิณพาทย์ ไพร่หลวงช่างเย็บ ช่างย้อม ช่างเขียน ช่างมาตรโรงไหม โรงทาน โรงสดึง รักษาสวน ตักน้ำ หามวอ นายประตู ได้รับพระราทานเบี้ยหวัด บ้าง เป็นไพร่หลวงโรงสี ไพร่หญิงตะพุ่นหญ้าช้าง ไพร่หลวงสวนมะลิ ซึ่งมักเป็นหญิงที่สามีหรือบิดาเป็นนักโทษหรือผู้ร้าย ครอบครัวจะถูกสักเป็นไพร่หลวงทำงานหุนักดังกล่าว

            มีผู้แสดงความเห็นว่า ไพร่ส่วนใหญ่ในสังคมไทยเป็นผู้ชาย มีผู้หญิงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่เป็นไพร่ และ ผู้หญิงทุกคนโดยส ถานะเป็นไพร่ จะต่างกับไพร่ชายที่ว่า ไม่ต้องทำราชการประจำมีไพร่บางส่วนเท่านั้นที่ถูกเกณฑ์แรงงาน บางส่วนเท่านั้นที่ถูกสัก ความเป็นไพร่ของหญิงหมายถึงความเป็นราษฏรสามัญที่มีมาแต่กำเนิด ต่างจากหญิงสูงศักดิ์ ในราชวงศ์หรือตระกูลขุนนาง ความเห็นดังกล่าวขัดแย้งกันบ้างแต่ถ้าพิจารณาหลักฐานจากกฎหมายตราสามดวงแล้ว กล่าวได้ว่าหญิงสามัญทุกคนมีสถานะเป็นไพร่ และสังกัดกรมกองมูลนาย เพื่อความสะดวกในการจัดแบ่งบุตรที่เกิดมา ให้ขึ้นสังกัดตามระบบไพร่นั่นเอง